ที่มาของรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า E-Scooters เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ถ้าคุณได้เคยไปตามเมืองใหญ่ในยุโรปหรืออเมริกา คุณจะมีโอกาสได้เจอกับผู้คนจำนวนมากที่ใช้ e-scooter ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวที่ใช้เป็นพาหนะท่องเที่ยวดูบ้านเมืองหรือคนท้องถิ่นที่ใช้เป็นพาหนะในการเดินทางในชีวิตประจำวัน
 
ต้องขอบคุณบริษัทต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ micromobility เหล่านี้ที่ช่วยผลักดันและเปลี่ยนแปลงให้เกิดพาหนะชนิดใหม่นี้ขึ้นมาเพื่อช่วยให้การเดินทางในระยะสั้นง่ายขึ้นและสะดวกขึ้น
ในขณะที่กระแสความนิยม e-scooter กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่อาจไม่มีใครรู้มาก่อนว่า เจ้า e-scooter ได้ถูกคิดค้นมานานมากกว่าร้อยปีมาแล้ว
 

แปลกใจไหมครับ?

วันนี้เราจะมาเรียนรู้ถึงประวัติของ e-scooter กันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และมีเรื่องราวน่าสนใจอะไรบ้าง

E-Scooter ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อใด?

รถสกู๊ตเตอร์ที่มีเครื่องยนต์ได้ถูกคิดค้นมาตั้งแต่อดีตนานพอๆกับการกำเนิดของรถยนต์. Kick scooter แบบทำมาจากไม้ได้ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในช่วง คศ 1800s ส่วนสกู๊ตเตอร์แบบมีเครื่องยนต์สำหรับผู้ใหญ่กว่าจะได้ถูกคิดค้นขึ้นก็ต้องรอถึงปี 1913 และถูกจำหน่ายออกสู่ท้องตลาดในปี คศ 1917
แต่การกำเนิดขึ้นของ kick scooter มีประวัติที่ยาวนานกว่านั้น!
 
ในปี คศ 1817 Baron Karl von Drais De Sauerbrun ได้ผลิตรถคันแรกที่มีสองล้อและใช้แรงคนถีบในการขับเคลื่อน และเรียกพาหนะชนิดนี้ว่า Velocipede – พาหนะชนิดนี้ก็ได้เป็นแบบอย่างให้กับจักรยานล้อเดียว, จักรยานสองล้อ, จักรยานสามล้อและสกู๊ตเตอร์ในเวลาต่อมา. คำว่า Velocipede มาจากภาษาลาตินสองคำคือ:
 
• Velox, veloc แปลว่า “รวดเร็ว”
• Pes, ped แปลว่า “เท้า”
 
กว่าศตวรรษต่อมา สิ่งที่ Baron Karl von Drais De Sauerbrun ได้คิดค้นขึ้นก็ได้กลายมาเป็นต้นแบบของพาหนะสองล้อที่มีเครื่องยนต์ในแบบต่างๆ ต่อมา เช่น Ogden Bolton Jr. ได้คิดค้นและจดลิขสิทธิ์จักรยานที่ใชแบตเตอรี่ในปี คศ 1985 และกลุ่มคนเหล่านี้ได้เป็นผู้กำเนิดแนวคิด Autoped (รถสองล้อที่มีเครื่องยนต์ในรูปแบบต่างๆ) ในเวลาต่อมา
history E-scooter

ใครคือผู้คิดค้นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า?

รถสกู๊ตเตอร์ที่มีเครื่องยนต์ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย Arthur Hugo Cecil Gibson. และวันที่ 26 กรกฎาคม คศ 1913 เขาก็ได้ยื่นจดลิขสิทธิ์รถประเภทนี้
 
การออกแบบและหน้าตาของ Autoped มีความคล้ายกับ e-scooter ที่เราเห็นในปัจจุบัน แต่ในยุคนั้นรูปทรงจะดูเทอะทะกว่าอันเนื่องมาจากข้อจำกัดในเรื่องเทคโนโลยีและใช้เครื่องยนต์ที่ใช้นำมัน แต่โครงรถยังมีความคล้ายกันอยู่
ในเรื่องลิขสิทธิ์ Gibson ได้บรรยายสิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นมาว่า:
 
“วัตถุประสงค์ของสิ่งประดิษฐ์ของเขาก็คือมันจะเป็นพาหนะที่มีของเล็ก กะทัดรัดและน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับความสามารถในการบรรทุกและมันยังมีกำลังมากพอที่จะพาให้ผู้คนเดินทางไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความประหยัดและง่ายต่อการใช้งาน”
 
และในปี 1916 Gibson ก็ได้สิทธิบัตรของพาหนะที่เขาและพาร์ทเนอร์ที่ชื่อ Joseph Merke คิดค้นขึ้น และได้เริ่มผลิตเพื่อจำหน่ายออกสู่ตลาดในปีเดียวกัน. โรงงานของพวกเขาตั้งอยู่ที่ Long Island รัฐ New York. รถรุ่นแรกๆ ได้ถูกจำหน่ายในราคา USD100 และมีสเปคดังนี้:
 
• มีเครื่องยนต์ติดตั้งที่ล้อหน้า
• ระบายความร้อนด้วยอากาศ เครื่องยนต์ขนาด 155cc สี่จังหวะ
• ความเร็วสูงสุด 48 กม/ชม.
• น้ำหนัก 45 กก.
• ใช้แบตเตอรี่ของ Everready
• มีกลไกพับคอเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บและเคลื่อนย้าย
• มีเบรคที่แฮนด์
history E-scooter 1

การโฆษณาประชาสัมพันธ์ Autoped จะสื่อว่ามันคือ “พาหนะสำหรับคนนับล้าน” และมีคำบรรยายต่อว่า “เป็นพาหนะแบบใหม่และได้ถูกทดสอบใช้จริงบนถนนมากว่า 2 ปี” “มีน้ำหนักเบา ใช้งานง่าย วิ่งได้ไกลถึง 200 กม. ต่อน้ำมัน 1 ถัง และราคาถูกมากจนทุกคนสามารถซื้อได้”

โฆษณาอีกหนึ่งชิ้นได้สื่อให้เห็นว่า Autoped ได้ถูกสร้างมาเพื่อผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กโต
“Autoped เป็นพาหนะที่ออกแบบสำหรับการเดินทางในระยะสั้นสำหรับการใช้งานในธุรกิจหรือบุคลากรอาชีพทั้งชายและหญิงที่ใช้เดินทางเพื่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอที่ใช้สำหรับเดินทางไปหาผู้ป่วยหรือเดินทางด้วยความเร่งด่วน หรือนักเรียน นักศึกษาไว้ใช้เดินทางหรือไปโรงเรียนและมหาวิทยาลัย…ทุกคนจะชื่นชอบและสะดวกสบายเมื่อใช้ Autoped”
Autoped ได้รับความนิยมในช่วงสั้นๆ มันได้ถูกใช้โดยกลุ่มคนที่มีอาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุรุษไปรษณีย์, ทหารในกองทัพ, และกลุ่มสตรีที่รณรงค์ให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง แต่ Autoped ก็ไม่ได้ประสบผลในทางธุรกิจ. ในปี 1921 โรงงานในสหรัฐอเมริกาก็หยุดการผลิตลงเนื่องจากการขายที่ไม่เข้าเป้า
 
จริงๆ แล้วมีการวิเคราะห์ถึงความล้มเหลวในเชิงธุรกิจของ Autoped ว่าตัวผลิตภัณฑ์เองค่อนข้างจะล้ำสมัยเกินในยุคนั้นและเทคโนโลยีก็ยังไม่ได้พัฒนาเหมือนทุกวันนี้

การกำเนิดของ kick scooter แบรนด์ Razor

ในอีก 80 ปีต่อมา ได้มีการนำเอาคอนเซ็พท์ของรถสกู๊ตเตอร์ที่มีเครื่องยนต์ไปพัฒนาต่อในหลายๆโครงการ แต่ก็ได้มีการพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยีและดีไซน์เพียงน้อยนิด และโครงการต่างๆเหล่านั้นก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในธุรกิจ เพราะเนื่องจากในยุคนั้นสิ่งที่รถสกู๊ตเตอร์ทำได้ รถมอเตอร์ไซค์ก็ทำได้เช่นกันและดีกว่าด้วยซ้ำ

แต่ทุกสิ่งก็ได้เปลี่ยนไปในช่วงยุค ‘90s เมื่อนักธุรกิจและนักทดลองชาวสวิสชื่อว่า Mr. Wim Ouboter ได้คิดค้นสกู๊ตเตอร์ที่พับได้ที่ทำจากอลูมิเนียม ใช้ล้อแบบสเก็ตโรลเลอร์เบลด. ว่ากันว่า Mr. Outboter ผลิตสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อทำให้เขาเองเดินทางไปซื้อไส้กรอกที่ร้านขายไส้กรอกที่เขาชื่นชอบในเมืองซูริคได้ง่ายขึ้น ซึ่งระยะทางห่างจากบ้านของเขาไม่กี่กิโลเมตร แต่มันก็ไกลเกินที่เขาจะเดินด้วยเท้าและใกล้เกินไปที่เขาต้องขับรถ

สิ่งที่เขาได้คิดค้นคือการแก้ปัญหาที่ยังไม่มีใครแก้ได้สำเร็จ ซึ่งในภายหลังได้ถูกเรียกว่า “first-mile, last-mile problem” นั่นก็คือจะมีระยะทางสั้นๆ ประมาณไม่เกินสามกิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ไกลเกินไปสำหรับการเดินและก็ใกล้เกินกว่าที่จะใช้รถยนต์หรือรถสาธารณะ

และในปี 1998 สกู๊ตเตอร์รุ่นแรกของเขาก็ได้ถูกแนะนำสู่สาธารณะ มันเป็นสกู๊ตเตอร์สามล้อที่มีชื่อว่า kickboard เขาได้นำสกู๊ตเตอร์ตัวนี้ออกงาน International Sports Fair ในเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมันนีและได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม และทำให้เขาก่อตั้งโรงงานในปี 1999 เพื่อทำการผลิตรถสกู๊ตเตอร์สองล้อนี้

เจ้าสกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ผู้คนนิยมเดินกัน เช่นในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ผู้คนให้การตอบรับการเดินทางด้วยพาหนะแบบพกพาส่วนบุคคลที่ให้ความสะดวกสบายในการเดินทางไปยังสถานีรถไฟหรือรถบัส และสกู๊ตเตอร์ของ Mr. Ouboter ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนเขาและพันธมิตร บริษัทไต้หวันที่ชื่อ JD Corp ต้องขยายตลาดไปยังประเทศอเมริกาและใช้ชื่อแบรนด์ว่า Razor และที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์!

ความเฟื่องฟูของสกู๊ตเตอร์ในทวีปอเมริกาเหนือ

สำหรับ Mr. Ouboter แล้ว ความฝันของเขาก็คือการที่เขาต้องการให้สิ่งประดิษฐ์ของเขาเปลี่ยนแปลงการเดินทางของผู้คนในเมืองใหญ่ เขาต้องการให้สกู๊ตเตอร์เข้ามาแก้ปัญหาการเดินทางในระยะสั้นของคนเมืองยุคใหม่ ด้วยการหันมาใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ที่ชาร์จไฟได้ติดอยู่ที่ด้านหลังของรถ

แต่อย่างไรก็ดี ทีมงานของ JD Corp. และ Razor USA ได้เห็นต่างกับเขา. Gino Tsai ซึ่งเป็นประธานของ JD Corp ในยุคนั้นต้องการวางตำแหน่งให้สกู๊ตเตอร์เป็นสินค้าสำหรับเด็ก และมันก็ได้ผลอย่างที่คิด อย่างที่สำนักข่าว Bloomberg ได้กล่าวไว้:

“สกู๊ตเตอร์ของ Razor ได้รับการคัดเลือกให้เป็นของเล่นเด็กแห่งปีในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน จากสมาคมของเล่นเด็กแห่งสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2000. ในปี 2001 มีสกู๊ตเตอร์ของ Razor กว่า 7 ล้านคันได้โลดแล่นไปตามถนนและตามตรอกซอกซอยในอเมริกา. แต่สิ่งที่น่าตลกที่เกิดขึ้นจากเจ้าสกู๊ตเตอร์คันจิ๋วสีเงินนี้ก็คือมันได้ทำความฝันของ Mr. Ouboter ให้เป็นจริงได้และเป็นที่ใช้แพร่หลายไปทั่วทุกถนนทั่วโลกในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ และเป็นไปอย่างที่ Mr. Ouboter เชื่อมาเสมอว่าสิ่งประดิษฐ์ของเขาไม่ได้เป็นแค่ของเล่น

หลังจากนั้นทีม Razor USA ก็ตระหนักดีว่าพวกเขาต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อต่อยอดความสำเร็จของ Razor scooter. และในปี 2003 Razor ได้ปล่อยสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (e-scooter) รุ่นแรกออกมาสู่ตลาดซึ่งใช้คันเร่งแบบบิดและทำความเร็วสูงสุดได้ 24 กม./ชม. และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ต้องเจอกับปัญหาเรื่องเทคโนโลยีที่ยังตามไม่ทัน พวกเขาเจอปัญหาแบตเตอรี่ที่เก็บพลังไฟไม่นานพอและราคาก็สูงเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะซื้อได้

ด้วยสาเหตุข้างต้นทำให้รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของ Razor ไม่เป็นที่นิยมและหลังจากนั้นยอดขายของ Razor ก็ตกต่ำต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปีต่อมา

ในปี 2009 แบตเตอรี่แบบลิเทียม-อิออนได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างมากในเรื่องความจุไฟและได้รับการออกแบบ จนมันสามารถนำมาใช้ในยานพาหนะขนาดเล็กส่วนบุคคลได้ แต่อย่างไรก็ดี ยังต้องใช้เวลาเกือบสิบปีต่อมาในการพัฒนาเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ที่จะสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานของพาหนะแบบใช้พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กได้

แล้ว E-Scooter กลายมาเป็นที่นิยมตั้งแต่เมื่อไรล่ะ?

ไม่จนกระทั่งปี คศ 2018 ที่เทคโนโลยี IOT (internet of thing) และ เทคโนโลยี GPS ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจบริการเช่าจักรยานในหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก และนั่นเองก็ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของธุรกิจให้บริการเช่ารถ e-scooter ด้วยเช่นกัน ดังเช่นสำนักข่าว Bloomberg ได้ระบุไว้ว่า “ได้มีปัจจัยหลายๆอย่างที่เป็นตัวช่วยเร่งให้เกิดการเติบโตของ e-scooter ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ถูกลงของแบตเตอรี่, การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี gps, การที่คนใช้สมาร์ทโฟนกันอย่างแพร่หลาย, และรวมไปถึงความต้องการในการใช้พื้นที่ในเมืองที่สูงขึ้น”

มันใช้เวลาเกือบยี่สิบปีที่ความฝันของ Mr. Ouboter ในเรื่องของการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าขนาดเล็กจะเป็นจริงขึ้นมาได้!

Apollo-scooters-in-thailand

จุดเริ่มต้นของ Apollo Scooter

จากเรื่องราวในหลายสิบปีก่อนที่เราได้เล่ามาข้างต้น มันได้ช่วยจุดประกายต่อสาธารณะในเรื่องของการเดินทางด้วยพาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็ก ทำให้เป็นเรื่องง่ายในทุกวันนี้ในการที่ใครสักคนจะเป็นเจ้าของ e-scooter ซักคัน
 
ในปี 2018 ชายสองคนที่เป็นเพื่อนกันชื่อว่า Chris Healthcoate-Rey และ Maciek Piskorz ได้ก่อตั้งธุรกิจ E-Scooter ขึ้นมาในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา. พวกเขามองว่า E-Scooter จะเป็นทางเลือกที่ดีในการเดินทาง ที่ผสมผสานทั้งความสะดวกสบายและการรักษ์โลก พวกเขาเชื่อว่า e-scooter จะเป็นพาหนะที่จะช่วยผลักดันให้เข้าสู่สังคมที่ใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น

ปณิธานของ Apollo เป็นไปด้วยความเรียบง่าย นั่นคือเขาต้องการผลิต e-scooter ที่ดีที่สุดในตลาด และต้องทำมันด้วยวิธีที่แตกต่าง นั่นก็คือเขาต้องออกแบบ ผลิต นำเข้าและจัดจำหน่าย scooter ด้วยตัวเขาเอง. ด้วยวิธีนี้ เขาจะสามารถตัดพ่อค้าคนกลางก็เพื่อที่จะส่งมอบรถสกู๊ตเตอร์ที่มีคุณภาพดีที่สุดในราคาที่จับต้องได้ และเขาก็ได้ทำสิ่งนั้นจริง

ในปัจจุบัน Apollo ได้กลายมาเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำยอดขายสูงสุดและมีคุณภาพดีที่สุดในอเมริกาและแคนาดา. ในระยะเวลาเพียงแค่สามปีตั้งแต่ก็ตั้งธุรกิจ สกู๊ตเตอร์ของ Apollo ได้ถูกจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 10,000 คัน และช่วยให้ผู้คนกว่าหมื่นคนได้เดินทางด้วยความสนุกและรักษ์โลกไปด้วยกัน

Apollo Scooters-ทำความฝันในอดีตให้เป็นจริงด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ของ E-Scooter เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยังคลุมเครือ

มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากในการหาคำตอบว่าใครคือคนแรกที่ผลิตและคิดค้น e-scooter หรือแม้กระทั่งค้นหาว่า e-scooter ผลิตขึ้นครั้งแรกที่ไหน. ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมามีนักประดิษฐ์หลายท่านเป็นผู้ที่ทำให้เกิดการพัฒนาของ e-scooter อย่างต่อเนื่องและมีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดวิวัฒนาการของ e-scooter มาสู่ยุคปัจจุบัน
และถึงนักประดิษฐ์เหล่านั้น พวกเราที่ Apollo ต้องขอคารวะ เรารู้สึกซาบซึ้งที่พวกเขาเป็นผู้บุกเบิก กรุยทางให้กับพวกเรา
มาถึงตอนนี้ ปณิธานของพวกเราคือการสานต่อในสิ่งที่พวกเขาได้สร้างขึ้นมา นั่นก็คือการพัฒนาต่อในเรื่อง micromobility
และเราก็หวังว่าคุณจะเข้ามาร่วมการเดินทางนี้ไปกับเรา.